"โรคหลอดเลือดสมอง" มหันตภัยเงียบพิการและตายเฉียบพลัน(ตอนจบ) PDF พิมพ์ อีเมล
บทความนานาสาระ (และไม่มีสาระ) - Healthy & Beauty
วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2010 เวลา 12:29 น.

 "โรคหลอดเลือดสมอง"
มหันตภัยเงียบพิการและตายเฉียบพลัน(ตอนจบ)

น.พ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชตน.พ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชตจากฉบับที่แล้ว “น.พ.ฤกษ์ชัย ตุลยาภรณ์โชติ” ผู้เชี่ยวชาญในสาขาประสาทวิทยาด้านหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้อธิบายถึงสาเหตุและอาการของโรคหลอดเลือดสมองไปแล้ว ครั้งนี้ได้อธิบายถึงแนวทางการรักษาว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดเพื่อรักษาการตีบและอุดตันในผนังหลอดเลือดได้ก้าวมาถึงจุดที่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น เข้าถึงตำแหน่งที่เส้นเลือดตีบได้ตรงจุด และหวังผลการรักษาได้แน่นอน ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Endovascular Surgery ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้นำเทคโนโลยีนี้มาเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา และมีผู้ที่ผ่านการรักษาด้วยวิธีนี้มาแล้วกว่า 100 ราย

Endovascular Surgery คือการผ่าตัดแผลเล็กโดยใช้เทคนิคของการสอดเครื่องมือเข้าไปในหลอดเลือดใหญ่เพื่อทำบัลลูนและใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือด (Stent) ซึ่งจะช่วยให้การจัดการกับสิ่งที่อุดตันในหลอดเลือดเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยก่อนจะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องผ่านการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์ เพื่อตัดสินใจว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปิดหลอดเลือดหรือไม่ ด้วยวิธีต่อไปนี้

- ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยเครื่องเสียงความถี่สูง หรืออัลตราซาวด์บริเวณหลอดเลือดใหญ่ที่คอ เพื่อดูความมากน้อยของตะกอนไขมันที่สะสมบริเวณผนังด้านในของหลอดเลือด และดูการไหลเวียนของเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงสมองด้วย

- ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยสนามแม่เหล็ก หรือการทำ MRA (Magnetic Resonance Angiography) เพื่อสร้างภาพโครงสร้างภายในหลอดเลือด ด้วยการใช้สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงและคลื่นความถี่วิทยุ

- ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยเครื่อง CT Angiogram เพื่อหาตำแหน่งที่หลอดเลือดตีบตันด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงแบบ 64 สไลด์ ซึ่งให้ภาพ 3 มิติที่มีความคมชัดสูง

ผลการวินิจฉัยกรณีที่ผลตรวจบ่งชี้ว่า หลอดเลือดสมองเส้นใดเส้นหนึ่งตีบเกินกว่าร้อยละ 50 ของเส้นผ่าศูนย์กลาง แพทย์จะพิจารณาถึงการเปิดหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจหรือโรคไตหรือไม่ เพราะการเปิดหลอดเลือดต้องทำการฉีดสีซึ่งจะกระทบถึงโรคอื่น ๆ ด้วย แต่หากผลวินิจฉัยออกมาว่าหลอดเลือดตีบมากกว่าร้อยละ 70 แพทย์จะแนะนำให้เข้ารับการรักษาภายใน 2 สัปดาห์ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าปริมาณ 25% ของผู้ป่วยจะเกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า

“หลักสำคัญคือ ถ้าความเสี่ยงในการรักษามีมากกว่าการดำเนินโรค แพทย์จะไม่เสี่ยงทำการผ่าตัด แต่ถ้าความเสี่ยงในการเปิดหลอดเลือดมีน้อยกว่าการปล่อยให้โรคดำเนินต่อไป แพทย์ก็จะตัดสินใจทำ”

สำหรับการผ่าตัดแบบแผลเล็กเพื่อทำบัลลูนและใส่ขดลวดถ่างขยาย เป็นการผ่าตัดที่ทำภายในหลอดเลือด โดยแพทย์จะสอดเครื่องมือเข้าทางหลอดเลือดใหญ่ที่สะดวกในการลำเลียงเครื่องมือมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นที่ขา เพื่อเข้าไปวางบัลลูนและขดลวดถ่างขยายในตำแหน่งที่หลอดเลือดตีบตัน บอลลูนจะทำหน้าที่เช่นเดียวกับการขูดตะกรันในท่อน้ำ ขณะที่ขดลวดเปรียบได้กับการใส่ตะแกรงเข้าไปกัน เพื่อลดโอกาสที่หลอดเลือดจะตีบซ้ำอีก การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 30-50 นาที หรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยไม่ต้องดมยา ใช้เวลาเพียง 2 นาที ที่ผู้ป่วยต้องอยู่นิ่งจริง ๆ ระหว่างที่วางบัลลูนกับขดลวด ลักษณะของแผลผ่าตัดจะเหมือนกับแผลฉีดสีที่ขาทั่วไป คือกว้างเพียง 2.6 มิลลิเมตร และหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 30 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยต้องเข้าเตรียมตัวผ่าตัดในช่วงเช้าเพื่อทำการผ่าตัดช่วงเย็น และกลับบ้านได้ในบ่ายวันรุ่งขึ้น โดยพักฟื้นในห้องไอซียู 1 คืน

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2,583 (Weekender Plus 448)