Albert Szent Gyorgyi นักชีวเคมีชาวฮังการี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ปี 1937
Albert Szent-Gyorgyi อัลเบิร์ต เซนต์จอร์จี
(นักชีวเคมีชาวฮังการี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ปี 1937)
เกิดในเมือง บูดาเปชต์ (Budapest; ฮังการี: Budapest) ประเทศฮังการี เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 1893 เป็นบุตรชายของ Nicolaus von Szent – Györgyi
|
- เป็นผู้ค้นพบวิตามินซีและส่วนประกอบและปฏิกิริยาของวัฏจักรกรดซิตริก Albert Szent Gyorgyi ได้ค้นพบสารชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในพริกหยวกและส้ม น้ำส้ม ซึ่งสารชนิดนี้ถ้าสกัดออกมาจะได้สูตรโมเลกุลที่เรียกว่า “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” Albert Szent-Györgyi ชาวฮังกาเรียน มีเรื่องเล่า (เรืองจริง) ว่า เค้าอยากเรียน (รึไม่อยากไปรบซะมากกว่า ก็คือๆ กัน) เพราะช่วงที่เค้าเรียนอยู่ เป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น ด้วยความที่เค้าไม่อยากไปรบ ... เค้าบอกว่า "overcome with such a mad desire to return to science that one day I grabbed my revolver and in my despair put a shot through my upper arm." ประมาณว่าด้วยความที่อยากกลับมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ (แทนที่จะไปแบกปืนสู้รบ) เค้าก็ปืนยิงแขนตัวเองซะงั้น ... พอหอมปากหอมคอละกัน ^0^ ... ต่อดีกว่า ... Albert Szent-Györgyi ได้เรียนจบจากหลายๆ มหาวิทยลัยแถวๆ ยุโรป จนในที่สุดได้รับปริญญาแพทย์มาครอบครอง ... จากนั้นเค้าก็ได้ทำการศึกษาค้นคว้าโดยเน้นไปทางเคมี สารอาหารต่างๆ ซะมากกว่า ... ทีนี้ก็มาถึง Eureka moment ในปี 1930 หลังจากเค้าได้ค้นพบ hexuronic acid เค้าได้กลับไปฮังการีเพื่อไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เค้าได้ทำการทดลองสารตัวนี้อยู่พักนึง และหลังจากค้นพบอะไรบางอย่าง ก็ได้ตั้งชื่อสารชนิดนี้ใหม่ว่า Ascorbic Acid ซึ่งก็หมายความว่าเป็นสารที่มีหน้าที่ต้อต้านโรค scurvy (โรคลักปิดลักเปิด) นั่นเอง เนื่องจากอาหารที่มี Ascorbic Acid มีน้ำตาลอยู่ในปริมาณสูง จึงทำให้ยากต่อการแยก Ascorbic Acid ออกมา ... ในปี 1933 หลายๆ คนคงรู้จักประเทศฮังการี่ดี ว่า ประเทศนี้กับพริกหยวกป่น (paprika) เป็นของคู่กัน คือ บ้านเรากินข้าวก็มีน้ำปลาพริกขี้หนู ... ที่โน่นเค้าก็มีพริกหยวกป่นกับเกลือ ประมาณนั้น ... วันนึงเมียเค้าก็ทำอาหารเย็นให้เค้า เค้าเกิดอาการไม่อยากกิน ก็เลยคิด เอ ... ทำไงดี ... เคาบอกว่างี้ "I did not feel like eating it so I thought of a way out. Suddenly it occurred to me that this is the one plant I had never tested. I took it to the laboratory ... [and by] about midnight I knew that it was a treasure chest full of vitamin C." เค้าก็ตรงดิ่งไปที่ Lab ... อีกสามอาทิตย์ถัดมา Ascorbic Acid บริสุทธิ์ก็คลอดออกมา ... และในปีเดียวกับ Hoffmann-La Roche (Switzerland) ก็เป็นบริษัทยาแห่งแรกของโลกที่ผลิตไวตามินซีสังเคราะห์ขึ้นมา โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า Redoxon ... ช่วงนี้ก็เลยมีการสังเคราะห์ไวตามินซีออกมากันยกใหญ่เลย ... อีกสี่ปีถัดมา Albert Szent-Györgyi ได้รับ Nobel Prize in Medicine หรือ รางวัลโนเบลทางด้านการแพทย์ (เค้าเรียกแบบนี้รึเปล่า) จากการค้นพบไวตามินซีนี่เอง
- ค้นพบโปรตีนสำคัญในกล้ามเนื้อ ในปี พ.ศ. 2484 อัลเบิร์ต เซนต์จอร์จี (Albert Szent-Gyorgyi) นักวิทยาศาสตร์ชาวฮังกาเรียน ได้พยายามหาวิธีในการแยกสกัดโปรตีนองค์ประกอบของกล้ามเนื้อออกมา เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาถึงกลไกการทำงานของกล้ามเนื้อ
|
||
|
|
||
|
อัลเบิร์ต เซนต์จอร์จี
|
||
|
จากการที่เซนต์จอร์จีทำ การทดลองสกัดโปรตีนจากกล้ามเนื้อ โดยใช้สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) 0.6 โมลาร์ บดเนื้อกระต่ายที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที แล้วกรองเอาแต่เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำออกมา ทำให้เขาได้สารละลายโปรตีนที่มีความหนืดต่ำจากกล้ามเนื้อ เขายังพบว่า หากเนื้อกระต่ายบดถูกตั้งทิ้งไว้ในสารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) 0.6 โมลาร์ เป็นเวลา 1 วัน ก่อนทำการแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำออกมา เขาจะได้สารละลายโปรตีนชนิดที่มีความหนืดสูง |
||
|
ในปี พ.ศ. 2485 สตรับ (Straub) ซึ่งเป็นนักวิจัยในห้องทดลองของเซนต์จอร์จี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความหนืดที่ต่างกันของสารละลายโปรตีนไมโอซิน เอ และไมโอซิน บี อาจเกิดจากการที่มีโปรตีนชนิดอื่นอยู่รวมกับไมโอซินก็เป็นได้ เขาจึงทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ความคิดดังกล่าว ในขั้นแรกเขาได้สกัดไมโอซิน เอ จากกล้ามเนื้อตามวิธีของเซนต์จอร์จี แล้วแบ่งสารละลายไมโอซิน เอ ส่วนหนึ่งตั้งทิ้งไว้ในห้องเย็นเป็นเวลา 1 วัน จนได้สารละลายโปรตีนที่ข้นหนืด จากนั้นทำการล้างโพแทสเซียมคลอไรด์ออกจากโปรตีนด้วยน้ำกลั่น แล้วทำให้แห้งโดยใช้อะซีโตน (acetone) เขาพบว่าโปรตีนที่ทำให้แห้งด้วยอะซีโตนนั้นเมื่อนำไปใส่ในสารละลายไมโอซิน เอ ทำให้ได้สารละลายที่มีความหนืดสูงเหมือนกับ ไมโอซิน บี เขากล่าว (เป็นภาษาอังกฤษ) ว่า “it activates myosin” ดังนั้นเขาจึงเรียกชื่อไมโอซิน บี ใหม่ว่า “actin” |
||
|
|
||
|
|
||
|
||
|
ในปี พ.ศ. 2496 ฮิว ฮักซลีย์ (Hugh Huxley) และ จีน แฮนสัน (Jean Hanson) ได้ร่วมกันทำการศึกษาโครงสร้างของเส้นใยกล้ามเนื้อโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอน พวกเขาพบว่าในเส้นใยกล้ามเนื้อแต่ละเส้นประกอบไปด้วยเส้นใยฝอยมากมาย เส้นใยฝอยแต่ละเส้นจะมีโครงสร้างที่เป็นหน่วยย่อยๆ เรียงตัวต่อกันไปเป็นห้องๆ ตลอดความยาว โดยที่แต่ละหน่วยมีอาณาบริเวณเริ่มจากฝากั้นห้องที่เขาตั้งชื่อว่า แถบยืดซี ไปจนถึงฝากั้นห้องหรือแถบยืดซี อันที่อยู่ถัดไป โครงสร้างหลักในแต่ละหน่วย ซึ่งมองเห็นจากกล้องจุลทรรศน์มีสองชนิด คือชนิดที่เป็นเส้นใยโปรตีนสายหนา และชนิดที่เป็นเส้นใยโปรตีนสายบาง เส้นใยโปรตีนสายหนาจะตั้งอยู่ตรงกลาง ส่วนเส้นใยโปรตีนสายบางจะยื่นออกมาจากแถบยืดซีหรือฝากั้นห้องทั้งสองข้าง |
||
|
![]() |
||
|
|
||
|
ดังนั้นไมโอซินจึงน่าจะเป็นส่วนประกอบของเส้นใยโปรตีนสายหนาซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นแถบเอ
|
||
|
|
||
|
|
||
|
พวกเขาจึงสรุปว่าแอกทินเป็นองค์ประกอบของเส้นใยโปรตีนสายบาง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นแถบไอ |
||
|
|
เครดิต
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=phoebe&month=10-01-2010&group=1&gblog=72
http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/muscle/link2.html
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|













